เส้นทางอาชีพของ กรานิต ชาก้า เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าทึ่ง และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามฟุตบอลเท่านั้น
ในการสัมภาษณ์สุดซึ้ง เขาเปิดใจถึงการเติบโตในเมืองบาเซิล การสนับสนุนจากครอบครัวที่หล่อหลอมเส้นทางลูกหนัง รวมถึงความสัมพันธ์กับแฟนบอลซันเดอร์แลนด์
กัปตันทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์กล่าวว่า
“ฟุตบอลคือสิ่งสำคัญที่สุดในช่วงที่ผมเติบโต แน่นอนว่าเรื่องเรียนก็สำคัญ มันเริ่มจากงานอดิเรก เพื่อไม่ให้ตัวเองหลงไปในทางที่ไม่ดี ได้เจอเพื่อนและใช้ชีวิตให้สนุก บาเซิลคือส่วนหนึ่งของหัวใจผม และจะเป็นแบบนั้นตลอดไป”
ปัจจุบัน ชาก้า เป็นคุณพ่อของลูก 3 คน ซึ่งบทบาทนี้ช่วยเสริมความเป็นผู้นำในสนามอย่างชัดเจน
เขายอมรับว่าการเป็นกัปตันทีมคือความท้าทาย แต่ความเป็นผู้นำของเขาเริ่มมาตั้งแต่วัยเด็ก จากการที่พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อครอบครัว
“ผมคิดว่าผมมีความเป็นผู้นำตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พ่อแม่ทำงานทั้งวัน บางครั้งต้องทำงานเสริมเพื่อให้เรามีทุกอย่างเหมือนวันนี้
พี่ชายผมอายุมากกว่าหนึ่งปี แต่กุญแจบ้านผมเป็นคนถือมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เราเคยอยู่บ้านกันสองคนถึง 18 ชั่วโมง
ลูกผมตอนนี้อายุ 6 กับ 4 ขวบ ผมนึกไม่ออกเลยว่าเด็กจะอยู่บ้านคนเดียวได้นานขนาดนั้น แต่ผมกับพี่ชายเคยผ่านมันมาแล้ว แม่ผมเริ่มงานตั้งแต่ตี 4 ถึงบ่าย 3 ทำอาหารให้เราทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็นก่อนจะไปทำงานต่อ พ่อผมก็เช่นกัน
เราไม่เคยลืมว่ามาจากไหน ทุกวันนี้ผมเป็นพ่อแล้ว ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะปล่อยลูกอยู่บ้านคนเดียว 18 ชั่วโมงได้ยังไง”
เขาทิ้งข้อคิดว่า
“ถ้าคุณเชื่อในสิ่งใดและทำงานหนัก คุณก็จะไปถึงมันได้”
ในช่วงวัยรุ่น เส้นทางฟุตบอลของเขาเริ่มชัดเจน โดยไต่เต้าจากอะคาเดมีของบาเซิลสู่ทีมชุดใหญ่ ก่อนย้ายไปสร้างชื่อในเยอรมนี
เขาย้ำถึงความสำคัญของครอบครัว
“ผมขอบคุณพ่อแม่มาก ไม่ใช่แค่เรื่องราวที่ผ่านมา แต่คือการสนับสนุนตลอดมา เราสองพี่น้องต้องแยกกัน คนหนึ่งย้ายไปต่างประเทศ อีกคนอยู่บาเซิล พ่อแม่ต้องแยกกันดูแลเรา
หลังจากผมแต่งงาน ผมบอกพ่อให้กลับไปอยู่กับแม่และพี่ชาย พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อเรา และยังคงทำอยู่จนถึงวันนี้”
หนึ่งในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอารมณ์คือศึกยูโร 2016 เมื่อเขาลงสนามให้สวิตเซอร์แลนด์พบกับพี่ชายที่เล่นให้แอลเบเนีย
“มันเป็นช่วงเวลาที่ซาบซึ้งมาก มีภาพแม่ผมใส่เสื้อที่ครึ่งหนึ่งเป็นแอลเบเนีย อีกครึ่งเป็นสวิตเซอร์แลนด์ ถ้าถามว่าแม่รู้สึกเป็นบ้านที่ไหน คำตอบคือทั้งสองที่”
ชีวิตที่ผ่านความยากลำบากทำให้เขาเป็นคนที่แข็งแกร่ง มุ่งมั่น แต่ก็ไม่ลืมความสุขเล็ก ๆ ในชีวิต
“ผมเป็นคนละคนในสนามกับนอกสนาม ในสนามผมต้องการชัยชนะ และจะทำทุกอย่างเพื่อมัน แต่นอกสนามผมสบาย ๆ ชอบพูดเล่น หัวเราะ และอยากเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นใหม่”
เขายังเชื่อว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคือ “ตัวเราเอง”
“ชีวิตไม่ได้ง่ายเสมอไป มีทั้งขึ้นและลง แต่คุณต้องเชื่อในตัวเอง เพราะสุดท้ายไม่มีใครอยู่กับคุณตลอด นอกจากตัวคุณเอง”
แม้จะย้ายมาร่วมทีมซันเดอร์แลนด์หลังประสบความสำเร็จในเยอรมนี การตัดสินใจครั้งนี้ยังสร้างความประหลาดใจให้หลายคน แต่สำหรับเขา ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน
“ผมรู้สึกเหมือนตอนที่เติบโตในบาเซิล เหมือนได้กลับบ้านอีกครั้ง
คุณจะเห็นได้ว่าแฟนบอลทำเพื่อพวกเรามากแค่ไหน สนามเต็มทั้งเกมเหย้าและเยือน หน้าที่ของเราคือการตอบแทนพวกเขา พวกเขาสมควรได้รับรอยยิ้ม
ผมรู้ว่าพวกเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาหลายปี และสุดท้ายแล้ว เราคือคนที่ต้องมอบบางอย่างกลับไปให้พวกเขา”

