กรานิต ชาก้า และ เรจิส เลอ บรีส์ สร้างความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมทั้งในและนอกสนามกับซันเดอร์แลนด์ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา
“ผมต้องคอยปรับสมดุลให้เขาอยู่เสมอ” เลอ บรีส์ กล่าวติดตลก
ในการให้สัมภาษณ์กับ The Times เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ชาก้า พูดถึงคุณสมบัติที่เขาชื่นชอบจากบรรดากุนซือระดับท็อปที่เคยร่วมงานตลอดเส้นทางอาชีพ โดยสำหรับ เลอ บรีส์ เขาชื่นชมทั้งเรื่องความละเอียดในแท็กติกฟุตบอล และเหนือสิ่งอื่นใดคือความนิ่ง สุขุม และการควบคุมอารมณ์ได้ดี เพราะแทบไม่เคยเห็นกุนซือรายนี้ตะโกนหรือโวยวายในห้องแต่งตัวหรือที่ศูนย์ฝึก Academy of Light เลย
ชาก้ายังเผยว่า นี่คือคุณสมบัติที่เขาอยากพัฒนาตัวเองเช่นกัน หากในอนาคตได้ก้าวเข้าสู่อาชีพโค้ชหรือผู้จัดการทีม
ด้าน เลอ บรีส์ กล่าวว่า คำแนะนำที่เขาให้กับชาก้าคือ หัวหน้าโค้ชจำเป็นต้องรักษาสมดุลอารมณ์ ไม่ควรดีใจหรือหงุดหงิดจนเกินไป เพราะคนเป็นผู้นำคือผู้กำหนดบรรยากาศของทีม
อย่างไรก็ตาม เขาก็มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความเป็นตัวของตัวเอง” และสำหรับชาก้า นั่นหมายถึงการเป็นผู้นำด้วยการลงมือทำให้เห็น
เลอ บรีส์ เชื่อว่า ความเป็นผู้นำ การสื่อสาร และความทุ่มเทของชาก้า คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซันเดอร์แลนด์ประสบความสำเร็จทั้งในฤดูกาลนี้และอนาคต
“มันคือสิทธิพิเศษที่ได้คุมผู้เล่นแบบกรานิต ชาก้า เขาเรียกร้องมาตรฐานสูงจากตัวเอง และนั่นก็ทำให้เขาสามารถเรียกร้องจากคนอื่นได้เช่นกัน”
“แม้เขาจะไม่ได้พูดตรง ๆ แต่ทั้งนักเตะและสตาฟฟ์ต่างยกระดับตัวเองตามมาตรฐานของเขา มันเป็นเรื่องน่ายินดีมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมของนักเตะแบบนี้”
เลอ บรีส์ ยังพูดถึงบุคลิกของชาก้าว่า
“กรานิตเป็นคนมีอารมณ์ร่วมสูงและเต็มไปด้วยพลัง เมื่อวันหนึ่งเขากลายเป็นผู้จัดการทีม เขาก็ต้องเคารพตัวตนของตัวเองด้วย”
“ในฐานะผู้จัดการทีม คุณคือคนกำหนดโทนของทีม ถ้าคุณขึ้นสุดหรือลงสุดเกินไป มันจะกลายเป็นปัญหา แต่ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องเป็นตัวของตัวเองด้วย”
กุนซือชาวฝรั่งเศสยอมรับว่า สมัยเป็นโค้ชหนุ่ม เขาเองก็เคยควบคุมอารมณ์ไม่ได้เหมือนกัน แต่ความผิดพลาดเหล่านั้นกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมแนวทางการคุมทีมของเขาในปัจจุบัน
“ตอนผมอายุน้อย ใช่เลย ผมเคยเสียอารมณ์ และมันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่”
“ตอนนี้แทบไม่มีแล้ว แต่ถ้าผมรู้สึกว่าจำเป็นต้องพูดอะไรด้วยอารมณ์จริงจัง ก็อาจเกิดขึ้นในช่วงพักครึ่ง หรือหลังเกมบ้างหนึ่งหรือสองครั้งในฤดูกาลนี้”
“การแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ต้องรักษาสมดุล เพราะมันส่งผลต่อทุกคนในทีม”
ก่อนหน้านี้ ชาก้า เคยกล่าวถึง เลอ บรีส์ กับ The Times ว่า
“เขาเป็นคนพิเศษมาก ตั้งแต่โทรคุยกันครั้งแรก เขาเป็นแบบที่ผมหวังไว้ทุกอย่าง เขาคลั่งฟุตบอลในทางที่ดี ใส่ใจทุกรายละเอียด ทั้งตอนมีบอลและไม่มีบอล”
“ผมเรียกเขาว่า อาร์แซน เวนเกอร์ คนที่สอง ผมเคยเข้าไปถามเขาเรื่องแนวคิดและวิธีรักษาความสงบ เพราะคุณแทบไม่เห็นเขาตะโกนเลย เขาควบคุมตัวเองได้ตลอด และสิ่งนี้อาจมีประโยชน์กับอนาคตของผม เขาให้คำแนะนำที่มีค่ามาก”

