ทุกคนที่สโมสร ซันเดอร์แลนด์ เอเอฟซี ต่างรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ จอร์จ เบเกอร์ ในวัย 93 ปี
จอร์จอุทิศตนให้กับสโมสรแห่งนี้มายาวนานถึง 60 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความภักดี ความทุ่มเท และความรักอันยิ่งใหญ่ที่เขามีต่อซันเดอร์แลนด์อย่างแท้จริง
และนี่คือเรื่องราวส่วนตัวจาก สตีฟ เบเกอร์ ลูกชายของเขา…
“พ่อของผม จอร์จ เบเกอร์ คือฮีโร่ของผม”
สำหรับคนทั่วไป เขาคือเจ้าหน้าที่ดูแลอุโมงค์นักเตะของซันเดอร์แลนด์มานาน 60 ปี
แต่สำหรับผม เขาคือพ่อ… ชายผู้แข็งแกร่ง ซื่อสัตย์ และมีน้ำใจที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก
พ่ออุทิศชีวิตให้กับสโมสรซันเดอร์แลนด์ เขาเริ่มงานตั้งแต่ปี 1959 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลที่จอดรถที่สนาม โรเกอร์ พาร์ก
พ่อเป็นคนที่ทุกคนไว้ใจได้ สุขุม มั่นคง และเป็นที่พึ่งของคนรอบข้าง
เขาทำงานอย่างซื่อสัตย์จนได้รับความไว้วางใจให้ดูแลทีมสจ๊วตทั้งหมด และกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญเบื้องหลังสโมสร
เมื่อสโมสรย้ายมาที่ สเตเดียม ออฟ ไลต์ ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พ่อเกษียณจากงานประจำ
แต่การเกษียณจากซันเดอร์แลนด์… ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงสำหรับเขา
ตอนเด็ก ๆ ผมแทบไม่เคยได้ “ไปดูบอลกับพ่อ” เพราะเขาต้องทำงานทุกแมตช์
ผมเริ่มไปกับพ่อ ตั้งแต่อายุราว ๆ หกขวบ
ผมจำได้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงทางเข้าของนักเตะ คอยเปิดประตูให้เมื่อมีคนมาเคาะ เลียนแบบท่าทีสุขุมของพ่อ
ถ้ามีบัตรผ่าน เขาเข้าได้ ถ้าไม่มี ก็ไม่ได้เข้า
แม้ตอนอายุ 11 หรือ 12 ผมก็พยายามเดินตามแบบอย่างของพ่ออยู่เสมอ
สิ่งที่ทำให้พ่อเป็นที่เคารพ — และทำให้เขาอยู่รอดภายใต้ผู้จัดการทีมหลายยุค —
คือพ่อรู้จักเก็บสิ่งที่เห็นไว้กับตัวเอง ไม่เคยเรียกร้องความสนใจ ไม่เคยต้องการคำชม
พ่อซื่อสัตย์ สุภาพ มืออาชีพ และเป็นเหมือนเส้นเลือดหนึ่งของสโมสร
และพ่อก็แข็งแกร่งเหลือเชื่อ
แม้ในวัยกว่า 80 ปี ผมยังเห็นเขาค่อย ๆ คว้าตัวชายคนหนึ่งที่ก่อความวุ่นวายแถวม้านั่งสำรอง แล้วพาออกไปอย่างใจเย็น
นั่นแหละ พ่อของผม — สุขุม มั่นคง และควบคุมสถานการณ์ได้เสมอ
ซันเดอร์แลนด์คือทุกสิ่งสำหรับพ่อ
มันไม่ใช่แค่ฟุตบอล แต่มันคือ “ผู้คน” มิตรภาพ และความผูกพัน
พ่อรักสโมสรทั้งในช่วงเวลาที่ดีและร้าย ผ่านทั้งการเลื่อนชั้น เส้นทางลุ้นถ้วย และการตกชั้น
พ่อเห็นมาทั้งหมด
ผมรู้สึกขอบคุณที่ฤดูกาลสุดท้ายของพ่อจบลงด้วยความภาคภูมิใจและความหวัง มากกว่าความผิดหวัง
หลังจากที่พ่อมอบให้สโมสรมาอย่างมากมาย เขาสมควรได้รับสิ่งนั้นจริง ๆ
หนึ่งในความทรงจำที่มีค่าที่สุดของผม คือช่วงเวลาหลังจากพ่อวางมือจากหน้าที่
ผมได้ไปดูบอลกับพ่อครั้งแรกในชีวิต — ไม่ใช่ในฐานะ “ลูกของสจ๊วต” แต่ในฐานะ “พ่อกับลูก” ที่ยืนเคียงข้างกัน
มันมีความหมายมากกว่าคำพูดใด ๆ จะอธิบายได้
และเมื่อผมเห็นลูกชายของผมเอง “อเล็กซ์” สานต่อสายสัมพันธ์กับสโมสร
สามรุ่นของครอบครัวเราสวมเสื้อแดง–ขาว นั่นทำให้ผมภูมิใจอย่างเหลือล้น
พ่อสอนเราเสมอให้เติบโตอย่างถูกทาง
ในบ้านของเรา ไม่เคยมีคำถามว่าเราจะเชียร์ทีมไหน
เพราะซันเดอร์แลนด์ไม่ใช่แค่ “ทีมฟุตบอล” — แต่มันคือ “ส่วนหนึ่งของตัวตนเรา”
พ่อเกิดและเติบโตในเมืองซันเดอร์แลนด์ เขาไม่เคยย้ายไปไหน
ไม่จำเป็นต้องไปไหนเลย เพราะหัวใจของเขาอยู่ที่นี่ ชีวิตของเขาอยู่ที่นี่ สโมสรของเขาอยู่ที่นี่
หกสิบปีคือช่วงเวลาทั้งชีวิตของการอุทิศตน
แต่สำหรับผม มันไม่ใช่ตัวเลขที่สำคัญที่สุด — มันคือแบบอย่างที่พ่อได้ทิ้งไว้ให้
ความซื่อสัตย์ ความเข้มแข็ง และความรักที่เขามีให้กับครอบครัวและสโมสรของเขา
แม้ตอนนี้พ่อจะจากไป แต่ทุกครั้งที่ผมเดินเข้าสู่ สเตเดียม ออฟ ไลต์
ทุกครั้งที่ผมเห็นอุโมงค์นั้น
ทุกครั้งที่เห็นเสื้อแดง–ขาวเรียงแถวก่อนเริ่มเกม
ผมรู้สึกได้… ว่าพ่อยังอยู่ที่นั่นเสมอ
พ่อไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ซันเดอร์แลนด์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “จิตวิญญาณ” ของสโมสรเลยต่างหาก ❤️

