ฟิล สมิธ : ข่าวลือขายสโมสรซันเดอร์แลนด์ สะท้อนอะไรต่ออนาคตระยะสั้นและระยะยาวของทีม
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มเจ้าของสโมสรซันเดอร์แลนด์ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้กระแสข่าวที่ระบุว่าสโมสรกำลังเปิดรับนักลงทุนรายใหม่
บางครั้ง สิ่งที่ “ไม่ได้พูด” ก็สำคัญไม่แพ้สิ่งที่ถูกพูดออกมาโดยตรง และกรณีนี้ก็เช่นกัน
แถลงการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ i Paper เพื่อตอบรายงานของ Footbiz โดยเจ้าของทีมยืนยันว่าพวกเขา “ยังคงทุ่มเทเต็มที่ให้กับสโมสร” และกำลัง “วางแผนเชิงรุกสำหรับฤดูกาลหน้า” แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีการปฏิเสธว่ารายงานของ Footbiz ซึ่งอ้างว่าสโมสรได้ว่าจ้างธนาคารเพื่อการลงทุนสัญชาติอเมริกันอย่าง Moelis เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการขายสโมสรนั้น “ไม่เป็นความจริง”
Moelis ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในวงการการเงินกีฬา และเคยมีส่วนร่วมในการขายเชลซีมาก่อน ดังนั้นการเข้ามามีบทบาทครั้งนี้จึงไม่น่าใช่เรื่องเล่น ๆ จากฝั่งเจ้าของซันเดอร์แลนด์ และเป็นเหตุผลว่าทำไมแฟนบอลอาจต้องเริ่มเตรียมใจให้เรื่องอนาคตระยะยาวของสโมสรกลายเป็นประเด็นสำคัญในช่วงต่อจากนี้
อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวก็ถูกถ่วงดุลด้วยประกาศสำคัญจากสโมสรเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อ ทอม เบอร์เวลล์ ซีอีโอชั่วคราว ประกาศโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ทั้งที่สนามสเตเดียม ออฟ ไลท์ และอะคาเดมี ออฟ ไลท์ ในช่วงซัมเมอร์นี้
โครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์ของแฟนบอลในวันแข่งขัน รวมถึงสภาพแวดล้อมการทำงานของนักเตะและสตาฟฟ์ แต่สิ่งสำคัญคือมันสะท้อนถึงความพยายามในการเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์ของสโมสร ทั้งการขยายพื้นที่รับรองแบบวีไอพี และติดตั้งป้ายโฆษณา LED รอบสนาม
เมื่อกฎ Squad Cost Ratio ของพรีเมียร์ลีกกำลังจะเริ่มใช้งานในซัมเมอร์นี้ ซึ่งจะจำกัดสัดส่วนการใช้จ่ายกับทีมชุดใหญ่ตามรายได้ของสโมสร ซันเดอร์แลนด์จึงกำลังเร่งสร้างความได้เปรียบล่วงหน้า
เมื่อรวมกับเสียงตอบรับเชิงบวกจากฝ่ายฟุตบอลเกี่ยวกับผลงานของ ฟลอรองต์ กีโซลฟี ที่เข้ามาปรับโครงสร้างฝ่ายแมวมองและวิเคราะห์ข้อมูลตลอดปีที่ผ่านมา ภาพรวมจึงดูเหมือนว่าสโมสรแห่งนี้กำลังเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลาสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยง “อาถรรพ์ปีที่สอง” และพัฒนาต่อไปในพรีเมียร์ลีก มากกว่าจะเป็นทีมที่กำลังชะลอการลงทุนเพื่อรอขาย
จากการที่ The Echo ได้พูดคุยกับ เบอร์เวลล์ เมื่อเดือนก่อน เห็นได้ชัดว่ากลุ่มเจ้าของและบอร์ดบริหารมีความทะเยอทะยานสูง และเชื่อจริงว่าสโมสรสามารถยืนระยะในพรีเมียร์ลีกระดับกลางตารางได้ ก่อนต่อยอดสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า
หากจะมีคำวิจารณ์ ก็คงเป็นเรื่องที่สโมสรพยายามเร่งสร้างรายได้เร็วเกินไปในบางด้าน แต่ดูเหมือนว่าปัญหานี้เริ่มได้รับการรับรู้จากการพูดคุยกับแฟนบอลในช่วงหลัง
เบอร์เวลล์ และ สก็อตต์ แม็คคับบิน ประธานฝ่ายรายได้ชั่วคราว ก็กำลังทำงานเบื้องหลังเพื่อสร้างพันธมิตรเชิงพาณิชย์ใหม่ ๆ ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศในช่วงซัมเมอร์
แม้ตอนนี้สโมสรจะยังมีหลายตำแหน่งสำคัญในรูปแบบ “รักษาการ” แต่แหล่งข่าวภายในยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเตรียมขายสโมสรแต่อย่างใด โดยตำแหน่งซีอีโอถาวรกำลังอยู่ระหว่างการสรรหา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานเพราะผู้สมัครที่เหมาะสมส่วนใหญ่มักมีงานประจำอยู่แล้ว
ในมุมของเจ้าของทีม การประเมินทางเลือกต่าง ๆ ทั้งการเปิดรับนักลงทุนบางส่วนหรือแม้แต่การขายสโมสรเต็มรูปแบบก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
คีริล หลุยส์-เดรย์ฟัส และ ฮวน ซาร์โตรี เข้ามาซื้อสโมสรในช่วงที่ซันเดอร์แลนด์อยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่พวกเขามองเห็นศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานและอนาคตของทีม ซึ่งวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าแนวคิดนั้นถูกต้อง
ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า หลุยส์-เดรย์ฟัส ใช้เงินเท่าไรในการขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่า หากสโมสรมีรายได้แตะเกือบ 200 ล้านปอนด์ภายในสิ้นฤดูกาลหน้า เขาอาจทำกำไรได้มากถึง 10 เท่าจากการขายสโมสร
จึงไม่แปลกที่มีคำพูดติดปากในวงการฟุตบอลว่า “ทุกสโมสรมีราคาขาย” เพราะเมื่อมูลค่าเพิ่มขึ้นระดับนี้ ใครจะไม่สนใจ?
นอกจากนี้ ซันเดอร์แลนด์ ยังเป็นสโมสรที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนอย่างมากในเวลานี้ ทั้งจากโครงสร้างพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงทรัพย์สินสำคัญอย่างขุมกำลังนักเตะ
ที่สำคัญ สโมสรยังมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างคล่องตัวเมื่อเทียบกับทีมพรีเมียร์ลีกทั่วไป แม้จะยังมีหนี้ภายในราว 19.8 ล้านปอนด์ต่อ หลุยส์-เดรย์ฟัส และ ซาร์โตรี รวมถึงหนี้ภายนอกอีกกว่า 25.2 ล้านปอนด์ต่อบริษัท Akira BV ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหลุยส์-เดรย์ฟัส
แม้ตัวเลขเหล่านี้จะมีผลต่อการขายสโมสรในอนาคต แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคที่แก้ไขไม่ได้ในระดับพรีเมียร์ลีก
ท้ายที่สุด อาจกล่าวได้ว่ามี “สองความจริง” เกิดขึ้นพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง เจ้าของซันเดอร์แลนด์กำลังประเมินทางเลือกต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่สโมสรอยู่ในจุดแข็งที่สุดทั้งในและนอกสนาม นั่นอาจทำให้แฟนบอลต้องชินกับข่าวพาดหัวเกี่ยวกับการลงทุนหรือการขายทีมในช่วงปีต่อจากนี้
แต่อีกด้านหนึ่ง ก็ยังไม่มีเหตุผลใดในตอนนี้ที่จะเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาของสโมสรในพรีเมียร์ลีก เพราะในชีวิตประจำวัน สโมสรและกลุ่มเจ้าของยังคงทำงานเหมือนทีมที่เชื่อว่า “พวกเขากลับมาอยู่ในจุดที่ควรอยู่แล้ว” และพร้อมเดินหน้าคว้าโอกาสจากช่วงเวลาสำคัญนี้ให้ได้มากที่สุด

